TH EN

The FUTURE of EHANOL
"RENEWABLE, SUSTAINABLE"
and CLEAN ENERGY"

แหล่งความรุ้


การผลิตเอทานอลจากอ้อย

อ้อยเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ มีพื้นที่ปลูกอ้อยประมาณ 6.0 ล้านไร่ ในปี 2548-49 ประเทศไทยผลิตน้ำตาลได้ 4.83 ล้านตัน ได้น้ำตาลกิโลกรัมต่อต้นอ้อย 103.6 และได้กากน้ำตาลกิโลกรัมต่อต้นอ้อย 45.18 อ้อยปริมาณอ้อยเข้าหีบทั้งหมดเท่ากับ 46.69 ล้านตัน (อรรถสิทธิ์, 2549) ปกติโรงงานน้ำตาลสามารถหีบอ้อยได้ ประมาณ .75 ล้านตัน ซึ่งขณะนี้อ้อยยังไม่พอเข้าโรงงาน

อย่างไรก็ตามในปี 2548/49 ไทยผลิตน้ำตาลได้ 4.83 ล้านตัน บริโภคภายในประเทศ 2.10 ล้านตัน ส่งออก 2.73 ล้านตัน ได้กากน้ำตาล 2.11 ล้านตัน ซึ่งในการผลิตเอทานอลจากอ้อยนั้นทำได้ 2 วิธีการคือ

1. ใช้น้ำอ้อยจากอ้อยสด นำน้ำอ้อยไปหมักร่วมกับยีสต์ อ้อยสด 1 ตัน ได้เอทานอล 70 ลิตร ในขณะเดียวกันหากนำอ้อยมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเอทานอลอาจเกิดปัญหาวัตถุดิบไม่เพียงพอได้ นอกจากนี้แล้วนำอ้อยมาผลิตเอทานอลยังมีข้อจำกัดในด้านการปลูกและการตัดส่งโรงงานได้เพียงปีละไม่เกิน 5 เดือน ก็มีปัญหาในการผลิตเอทานอลโดยตรงจากอ้อย นอก จากนี้การนำอ้อยมาใช้เป็นวัตถุดิบยังต้องคำนึงถึงปัญหาในเรื่องการแบ่งผล ประโยชน์ระหว่างชาวไร่อ้อย และโรงงานน้ำตาลตามพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย 2527 ด้วย

จะเห็นได้ว่าการใช้อ้อยเป็นวัตถุดิบในการผลิตเอทานอลมีข้อจำกัด อย่างไรก็ตามการผลิตเอทานอลจากอ้อยอาจถูกนำมาพิจารณาดำเนินการในช่วงราคาน้ำตาลตกต่ำ ซึ่งถือว่าเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งของโรงงานน้ำตาล และถ้าหากไม่ต้องการเพิ่มพื้นที่การเพาะปลูก การ เพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้นจะเป็นทางหนึ่งช่วยให้ปริมาณอ้อยมาใช้เป็นวัตถุ ดิบในโรงงานเอทานอล และให้ช่วยให้เกิดผลดีในแง่ต้นที่ต่ำลงของอ้อยผลิตเอทานอล (นิรนาม, 2545)

2. การใช้กากน้ำตาล ใช้กากน้ำตาลหมักร่วมกับยีสต์โดยใช้กากน้ำตาล 1 ตัน สามารถผลิตเอทานอลได้ 260 ลิตร กากน้ำตาล (Molasses) เป็นผลพลอยได้ หากอุตสาหกรรมน้ำตาลโดยทั่วไปอ้อย 1 ตัน จะได้กากน้ำตาลประมาณ 45-50 กิโลกรัม/ตัน อ้อยปริมาณผลิตแต่ละปีไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับปริมาณและคุณภาพของอ้อย ปริมาณกากน้ำตาลในปี 2548-49 ได้ปริมาณกากน้ำตาลประมาณ 2.11 ล้านตัน กากน้ำตาลที่ผลิตได้จะใช้บริโภคภายในประเทศและส่งออก การใช้ภายในประเทศส่วนใหญ่จะใช้ในอุตสาหกรรมผลิตสุราและแอลกอฮอล์ อีกทั้งยังใช้อุตสาหกรรมผลิตยีสต์ ซีอิ้ว และผงชูรส

ในอนาคตคาดว่าการใช้กากน้ำตาลภายในประเทศจะมีปริมาณเพิ่มขึ้น เนื่องจากจะมีโครงการผลิตแอลกอฮอล์ขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นอีกหลายโครงการ

เอทานอล (Ethanol) หรือเอทิแอลกอฮอล์ (Ethyl Alcohol) คือ แอลกอฮอล์ที่ได้จากกระบวนการหมัก (Fermentation) พืชทุกชนิดที่มีแป้ง (starch) ได้แก่ มันสำปะหลัง มันเทศ บีทรูทและธัญพืชต่าง ๆ เช่น ข้าว ข้าวโพด ข้าวฟ่าง รวม ทั้งพืช ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมผลไม้ที่มีรสหวาน ได้แก่ อ้อย ต้นข้าวฟ่างหวาน ลิ้นจี่ ลำไย สับปะรด และกากน้ำตาล (Molasses) เทคโนโลยีสมัยใหม่ก็ได้พยายามนำวัสดุเหลือทิ้งและเหลือใช้ (wastes and residues) จากอุตสาหกรรมเกษตร เช่น เซลลูโลส และเฮมิเซลลูโลส ซึ่งเป็นชิ้นส่วนองค์ประกอบของพืช เช่น ต้น ก้านใบ ได้แก่ เศษไม้จากโรงเลื่อย ขี้เลื่อย แกลบ ซังข้าวโพด มาผลิตเอทานอล ตารางเปรียบเทียบปริมาณเอทานอลที่ได้จากวัตถุชนิดต่าง ๆ มีดังนี้

วัตถุดิบ 95% เอทานอล (ลิตร)

กากน้ำตาล 1 ตัน 260
อ้อย 1 ตัน 70
หัวมันสด 1 ตัน 180
ข้าวฟ่าง 1 ตัน 70
ธัญพืช (ข้าว ข้าวโพด) 1 ตัน 375
น้ำมันมะพร้าว 1 ตัน 83

เอทานอลที่นำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงจะต้องมีความบริสุทธิ์ของแอลกอฮอล์ตั้งแต่ 95-99.5 เปอร์เซ็นต์ โดยปริมาตร ซึ่งจะเป็นเชื้อเพลิงที่มีค่าออกเทนสูง เพราะมีออกซิเจนสูงถึง 35 เปอร์เซ็นต์ โดยน้ำหนัก ดังนั้นหากผสมเอทานอลในน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วด้วยอัตราส่วนที่เหมาะสม แล้ว จะทำให้ได้น้ำมันเชื้อเพลิงที่สะอาดและเผาไหม้ได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดการเกิดมลพิษในอากาศ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อสภาวะแวดล้อมอีกด้วย

การใช้เอทานอลเป็นเชื้อเพลิง นอกจากจะช่วยลดการนำเข้าน้ำมันเพลิงและสารเติมแต่ง เช่น MTBE จาก ต่างประเทศแล้ว ยังเป็นการเปิดตลาดใหม่ให้กับพืชผลทางการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งอ้อยและมันสำปะหลัง ซึ่งประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกรายใหญ่ของโลก และล้นตลาดอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรมีทางเลือกและมีรายได้เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งช่วยเพิ่มโอกาสในการจ้างงานทั้งในภาคเกษตรกรรม การขนส่ง และอุตสาหกรรมอีกด้วย

ข้อดีของเอทานอลพลังงานทดแทนจากวัสดุเกษตร พอสรุปได้ดังนี้

  • - ชาวไร่มีแหล่งขายวัตถุดิบเพิ่มขึ้น
  • - ชาวไร่สามารถสร้างโรงงานผลิตในแหล่งวัตถุดิบกระจายออกไปทั่วประเทศ
  • - สามารถผลิตใช้เองโดยไม่มีวันหมด
  • - สร้างงานให้เกษตรกรเพิ่มขึ้น ลดปัญหาการว่างงาน และกระจายแหล่งงานสู่ชนบท
  • - ช่วยประหยัดเงินตราต่างประเทศ
  • - ช่วยให้ประเทศชาติมีแหล่งพลังงานเพิ่มขึ้น
  • - ช่วยเพิ่มพลังต่อรองให้กับเกษตรกร
  • - ยกระดับราคาพืชไร่และสร้างเสถียรภาพด้านราคา
  • - ลดมลพิษในอากาศจากสารเพิ่มออกเทนที่ใช้สาร MTBE โดยใช้เอทานอลผสมแทน
  • - ตัดค่าขนส่งและค่าประกันทั้งในการส่งออกผลผลิตจากพืชไร่ไปยังตลาดต่างประเทศ และการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง
  • - ด้านเศรษฐกิจ ทำให้มีเงินหมุนเวียนเพิ่มขึ้น